บทที่ 13

                                                                          เทคโนโลยีและการจัดการความรู้ 

ความหมายของความรู้               

          ความรู้ คือ การผสมผสานของประสบการณ์ สารสนเทศ ความเข้าใจ ทักษะและความเชี่ยวชาญ รวมถึงสิ่งที่ได้รับการสั่งสมมาจากการศึกษาเล่นเรียน ค้นคว้าวิจัย ที่นำไปสู่การกำหนดกรอบความคิดสำหรับการประเมิน ความเข้าใจ และการนำสารสนเทศและประสบการณ์ใหม่มาผสมรวมกัน 

ประเภทของความรู้               

         -  ความรู้โดยนัย (Tacit knowledge) เป็นความรู้ที่ซ่อนอยู่ในตัวบุคคล ยากที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร และเป็นความรู้ที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน               

          -  ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่เป็นเหตุและผล สามารถเขียนบรรยายหรือถ่ายทอดมาเป็นตัวอักษรได้ เช่น คู่มือต่างๆ 

ความหมายของการจัดการความรู้ (Knowledge management)               

          กระบวนการอย่างเป็นระบบในการสรรหา การเลือก การรวบรวมการจัดระบบ  และจัดเก็บความรู้ในลักษณะที่เป็นแหล่งความรู้ที่ทุกคนในองคืการสามารถถึงได้ง่ายและแบ่งปันความรู้ได้อย่างเหมาะสม 

ประโยชน์ของการจัดการความรู้               

          -  ช่วยเก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์การตลอดไป               

          -  ช่วยลดระยะเวลาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การให้บริการ

          -  ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพ

          -  เสริมสร้างนวัตกรรมใหม่

          -  ส่งเสิรมให้มีการเรียนรู้ แสดงความคิดเห็นและแลกเปลียนความรู้ส่งผลให้บุคลากรมีคุณภาพเพิ่มขึ้น

          -  ช่วยให้องค์การมีความพร้อมในการปรับตัว 

รูปแบบการจัดการความรู้               

           -  เป็นการจัดการเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรม (Transition and Behavior Management) สร้างวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนและแบ่งปังความรู้ซึ่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารและความร่วมมือของบุคลากรทุกระดับ               

            -  การสื่อสาร (Communication) องค์การต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงเนื้อหา กลุ่มเป้าหมายหรือช่องทางในการสื่อสาร               

          -  กระบวนการและเครื่องมือ (Process and Tools) มีกระบวนการและเครื่องมือที่เหมาสมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ในองค์การ               

           -  เรียนรู้ (Learning) เป็นการเตรียมความพร้อม สร้งความเข้าใจเพื่อให้บุคลากรตะหนักถึงความสำคัญในการจัดการความรู้               

          -  การวัดผล (Measurements) ให้ทราบถึงสถานะ ความคืบหน้า เพื่อปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมายของการจัดการความรู้ 

บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการจัดการความรู้ในองค์การ               

          -  เป็นเครื่องมือที่สนับสนุนการจัดการความรู้ในองค์การให้มีประสิทธิภาพ               

          -  ระบบจัดการอิเล็กทรอนิกส์ (Document and Content Management Systems)               

          -  ระบบสืบค้นข้อมูลข่าวสาร (Search Engines)               

          -  ระบบการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning)               

          -  ระบบประชุมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Meeting Systems and VDO conference)               

           -  การเผยแพร่สื่อผ่านระบบเครือข่าย (E-Broadcasting)               

          -  การระดมความคิดผ่านระบบเครืองข่าย (Web board หรือ E-Discussion)              

           -  ซอฟต์แวร์สนับสนุนการทำงานร่วนมกันเป็นทีม (Groupware)               

          -  บล็อก (Blog หรือ Weblog) เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนความรู้ 

          การจัดการความรู้ที่ดีนั้นจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยี โดยเครื่องมือทางเทคโนโลยี (Technology Tools) ที่สนับสนุนการจัดการความรู้เรียกว่า Knowware  ซอฟต์แวร์จัดการความรู้ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยเครื่องมือต่อไปนี้อย่างน้อยหนึ่งอย่าง ได้แก่                

          1.  Collaborative Computing Tools เครื่องมือสนับสนุนการทำงานร่วมกัน (Groupware) เป็นเครื่องมือมี่ช่วยในการถ่ายทอดความรู้โดยนัย               

          2.  Knowledge Servers เป็นแหล่งเก็บความรู้และการเข้าถึงความรู้               

          3.  Enterprise Knowledge Portals (EKP) เป็นประตูสู่ระบบจัดการความรู้ขององค์การ               

          4.  Electronic Document Management System (EDM) เป็นระบบที่มุ่งจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบที่เน้าการทำงานร่วมกัน               

           5.  Knowledge Harvesting Tools เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมากในการจัดความรู้โดยนัย เนื่องจากยอมให้ผู้ที่ให้ความรู้ (Knowledge Contributor)  มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเล้กน้อย (หรือไม่มีเลย) ในความพยายามเกี่ยวกับความรู้นั้น

          6.  Search Engines  ทำหน้าที่ในการจัดการความรู้ เช่น การค้นหาและดึงเอกสารที่ต้องการมาจากแหล่งเก็บเอกสารขนาดใหญ่ขององค์การ

          7.  Knowledge Management Suites (KMS) เป็นการจัดการความรู้แบบครบชุดที่รวมเทคโนโลยีการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการจัดเก็บ (Storage) ในชุดเดียวกัน

 ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จ               

          1.  ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร               

          2.  มีเป้าหมายความรู้ที่ชัดเจน ซึ่งเป้าหมายนี้ต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์การ               

          3.  มีวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความรู้ภายในองค์การ               

          4.  มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เป็นเครื่องมือในกาจัดการความรู้               

          5.  ได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทุกระดับ และตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการความรู้               

          6.  มีการวัดผลการจัดการความรู้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้               

          7.  มีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการแลกเปลี่ยนความรู้               

          8.  มีการพัฒนาการจัดการความรู้อย่างสม่ำเสมอ  

edit @ 8 Feb 2009 10:26:49 by OooKhun YingooO

untitled

posted on 03 Feb 2009 11:07 by yingru

 

                                                                                                   บทที่ 12

                                                                                 การพัฒนาระบบสารสนเทศ 

ความจำเป็นในการพัฒนาระบบสารสนเทศ

           1.  การเปลี่ยนแปลงกระบวนการบริหารและการปฏิบัติงาน ระบบเดิมไม่สามารถให้ข้อมูลหรือทำงานได้ตามต้องการ มีการดำเนินงานหลายขึ้นตอน ยุ่งยากในการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาจัดทำข้อมูลสรุปสำหรับการติดตามการปฏิบัติงานโดยรวมขององค์การ จึงจำเป็นต้องพัฒนาหรือปรับปรุงระบบสารสนเทศที่สามารถช่วยให้ขั้นตอนการปฏิบัติงานภายในและกระบวนการบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

          2.  การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี  เทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในระบบสารสนเทศปัจจุบันล้าสมัย ค่าช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบมีราคาสูง จึงต้องรับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานที่มีอยู่เดิม

          3.  การปรับองค์การและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน 

                         -  ระบบที่ใช้งานอยู่ปัจจุบันมีขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อน ขนาดเอกสารอ้างอิงหรือเอกสารที่มีอยู่ไม่ได้มารตรฐาน ทำให้การปรับปรุงหรือแก้ไขทำได้ยาก

                        -  ความต้องการปรับองค์การให้เหมาะสมเพื่อสามารตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ-  ระบบปัจจุบันไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้การพัฒนาระบบประกอบด้วย1)  กระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และขั้นตอนการดำเนินธุรกิจขององค์การ               

                        -  การปรับปรุงคุณภาพ               

                        -  การติดตามความล้มเหลวจากการดำเนินงาน               

                       -  การปรับค่าตอบแทนของพนักงานโดยใช้การปรับปรุงคุณภาพเป็นดัชนี               

                       -  การค้นหาและแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของความล้มเหลว          

           2)  บุคลากร (People) 

           3)  วิธีการและเทคนิค (Methodology and Technique) การเลือกใช้วิธีการและเทคนิคที่เหมาะสมกับลักษณะของระบบเป็นสิ่งสำคัญ

          4)  เทคโนโลยี (Technology) เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบในการเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความเหมาะสมกับลักษณะขอบเขตของระบบสารสนเทศและงบประมาณที่กำหนด

          5)  งบประมาณ (Budget)

          6)  ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์การ (Infrastructure)

          7)  การบริหารโครงการ (Project Management)                      

ทีมงานพัฒนาระบบ

          การพัฒนา IT เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบกระบวนการพัฒนาระบบหลายกลุ่ม โดยทั่วไปจะมีการทำงานเป็นทีมที่ต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และทักษะจากกลุ่มบุคคล

          1)  คณะกรรมการ (Steering Committee)

          2)  ผู้บริหารโครงการ (Project Manager)

          3)  ผู้บริหารหน่วยงานด้านสารสนเทศ (MIS Manager)

          4)  นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) ควรมีทักษะในด้านต่างๆ คือ                               

                         -  ทักษะด้านเทคนิค                               

                        -  ทักษะด้านการวิเคราะห์                               

                        -  ทักษะดานการบริหารจัดการ                               

                        -  ทักษะด้านการติดต่อสื่อสาร

          5)  ผู้ชำนาญการทางด้านเทคนิค                                 

                        -  ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator : DBA)                               

                       -  โปรแกรมเมอร์ (Programmer)

           6)  ผู้ใช้และผู้จัดการทั่วไป (User and Manager)  

หลักในการพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ

          1)  คำนึงถึงเจ้าของและผู้ใช้ระบบ

          2)  เข้าถึงปัญหาให้ตรงจุด ซึ่งมีแนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นระบบมีขั้นตอนดังนี้

                         -  ศึกษาทำความเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้น                                

                        -  รวบรวมและกำหนดความต้องการ             

                       -  หาวิธีการแก้ปัญหาหลายๆ วิธีและเลือกวิธีที่ดีที่สุด                               

                      -  ออกแบบและทำการแก้ปัญหาตามวิธีที่เลือก             

                      -  สังเกตและประเมินผลกระทบจากวิธีแก้ปัญหาที่นำมาใช้ และปรับปรุงวิธีการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

          3)  กำหนดขั้นตอนหรือกิจกรรมในการพัฒนาระบบ

          4)  กำหนดมาตรฐานในการพัฒนาระบบ

          5)  ตระหนักว่าการพัฒนาระบบเป็นการลงทุนประเภทหนึ่ง

          6)  เตรียมความพร้อมหากจะต้องยกเลิกหรือทบทวนระบบสารสนเทศที่กำลังพัฒนา

          7)  แตกระบบสารสนเทศที่จะพัฒนาออกเป็นระบบย่อย

          8)  ออกแบบระบบให้สามารถรองรับต่อการขยายหรือการปรับเปลี่ยนในอนาคต 

ขั้นตอนในการพัฒนาระบบสารสนเทศ

          -  การกำหนดและเลือกโครงการ (System Identification and Selection)               

           -  การเริ่มต้นและวางแผนโครงการ (System Initiation and Planning)

          -  การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis)-  การออกแบบระบบ (System Design)               

          -  การพัฒนาและติดตั้งระบบ (System Implementation)

          -  การบำรุงรักษาระบบ (System Maintenance)

 การพัฒนาระบบมีรูปแบบต่างๆ

          1.  การพัฒนาระบบแบบน้ำตก (Waterfall Model) แต่ละขั้นตอนของการพัฒนาระบบจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อได้ทำขั้นตอนก่อนหน้านี้เสร็จเรียบร้อยและจะไม่ย้อนกลับไปทำขั้นตอนก่อนหน้านี้อีก                 

          2. การพัฒนาระบบแบบน้ำตกที่ย้อนกลับขั้นตอนได้ (Adapted Waterfall ) เป็นรูปแบบการพัฒนาที่หากดำเนินการในขั้นตอนใดอยู่สามารถย้อนกลับไปขั้นตอนก่อนหน้านี้ได้เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดหรือเพื่อต้องการความชัดเจน

          3. การพัฒนาระบบอย่างรวดเร็ว (Rapid Application Development) เป็นรูปแบบการพัฒนาที่มีการทำซ้ำบางขั้นตอนจนกว่าขั้นตอนต่างๆ ของระบบที่สร้างจะได้รับการยอมรับ

          4. การพัฒนาระบบในรูปแบบขดลวด (Evolutionary Model SDLC)  เป็นการพัฒนาระบบแบบวนรอบเพื่อให้การพัฒนาระบบมีความรวดเร็วโดยการพัฒนาระบบจะเริ่มจากแกนกลาง ในรอบแรกของการพัฒนาจะได้  ระบบรุ่น(Version) แรกออกมาและจะปรับปรุงให้ดีขึ้นในรุ่นที่สอง และดำเนินการแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้รุ่นที่สมบูรณ์ 

วงจรการพัฒนาระบบ

Phase 1  การกำหนดและเลือกสรรโครงการ  (System Identification and Selection) ผลของการพิจารณาของคณะกรรมการอาจเป็นไปได้ดังนี้               

          -  อนุมัติโครงการ               

          -  ชะลอโครงการ               

          -  ทบทวนโครงการ               

          -  ไม่อนุมัติโครงการ 

Phase 2  การเริ่มต้นและวางแผนโครงการ  (System Initiation and Planning) จะเริ่มจัดทำโครงการ  โดยจัดตั้งทีมงานพร้อมทั้งกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบ

          -     การศึกษาความเป็นไปได้

          -     การพิจารณาผลประโยชน์หรือผลตอบแทนที่จะได้รับจากโครงการ

          -     การพิจารณาค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของโครงการ

          -     การวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการพัฒนาระบบสารสนเทศ 

Phase 3  การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) ในขั้นตอนนี้จะเกี่ยวกับการเก็บข้อมูล

          -      Fact-Finding Technique

          -     Joint Application Design (JAD)

          -     การสร้างต้นแบบ 

Phase 4  การออกแบบระบบ (System Design)

การออกแบบแบ่งเป็น 2 ส่วน

          -     การออกแบบเชิงตรรกะ (Logical Design)

          -     การออกแบบเชิงกายภาพ (Physical Design) 

Phase 5  การดำเนินการระบบ (System Implementation) ซึ่งจะครอบคลุมกิจกรรมดังต่อไปนี้

          -     จัดซื้อหรือจัดหาฮาร์ดแวร์ (Hardware) และซอฟต์แวร์ (Solfware)

          -     เขียนโปรแกรมโดยโปรแกรมเมอร์ (Coding)

          -     ทำการทดสอบ (Testing)

          -     การจัดทำเอกสารระบบ (Documentation)

          -     การถ่ายโอนระบบงาน (System Conversion)

          -     ฝึกอบรมผู้ใช้ระบบ (Training) 

Phase 6  การบำรุงรักษาระบบ (System Maintenance)               

เป็นขั้นตอนการดูและระบบเพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพในการทำงานโดยบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีหน้าที่ในส่วนนี้การบำรุงรักษาระบบแบ่งได้ 4 ประเภท

          -     Corrective Maintenance เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของระบบ

          -     Adaptive Maintenance  เพื่อให้ระบบสามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น-     Perfective Maintenance  เพื่อบำรุงรักษาระบบให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          -     Preventive Maintenance  เพื่อบำรุงรักษาระบบป้องกันข้อผิดพลาดที่จะเกิด 

วิธีการพัฒนาระบบสารสนเทศ

          1)  การพัฒนาระบบงานแบบดั้งเดิม (Traditional SDLC Methodology) เป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศตามวงจรการพัฒนาระบบที่มีขั้นตอนที่แน่นอน วิธีนี้เป็นวิธีเก่าแก่ที่สุดและนิยมเรียกย่อๆ ว่า SDLC

          2)  การสร้างต้นแบบ (Prototyping) เป็นการสร้างระบบต้นแบบขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้ทดลองใช้งานซึ่งนอกจากผู้ใช้จะได้แนวคิดเกี่ยวกับสารสนเทศที่ต้องการแล้วยังช่วยให้มองเห็นภาพของระบบที่จะพัฒนาได้ชัดเจนขึ้น

การพัฒนาระบบโดยใช้ตนแบบแบงออกเป็น 4 ขั้นตอนขั้นที่

                         1 :  ระบุความต้องการเบื้องต้นของผู้ใช้ขั้นที่

                         2 :  พัฒนาต้นแบบเริ่มแรกขั้นที่

                         3 :  นำต้นแบบมาใช้ขั้นที่

                        4 :  ปรับปรุงแก้ไขต้นแบบ

          3)  การพัฒนาระบบโดยผู้ใช้ (End-user Development)

          4)  การใช้บริการจากแหล่งภายนอก (Outsourcing) เนื่องจากองค์การไม่มีบุคลากรที่มีทักษะความชำนาญ การจ้างหน่วยงานหรือบริษัทภายนอกที่มีความชำนาญด้านนี้มาทำการพัฒนาระบบให้ ซึ่งการทำสัญญาจ้างให้หน่วยงานภายนอกมาทำงานเกี่ยวกับการดำเนินงานของฝ่ายคอมพิวเตอร์นี้เรียกว่า IT Outsourcing ในที่นี้จะเรียกสั้นๆ ว่า Outsourcing

          5)  การใช้ซอฟแวร์สำเร็จรูปประยุกต์ (Application Software Package) เป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนา เช่น ระบบงานเงินเดือน ระบบบัญชีลูกหนี้ หรือระบบควบคุมสินค้าคลคลัง หากซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสามารถสนองต่อความต้องการระบบงานขององค์การได้ องค์การก้ไม่จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นเอง เนื่องจากโปรแกรมสำเร็จรูปได้รับการออกแบบและผ่านการทดสอบแล้ว จึงช่วยลดค่าใช่จ่ายและเวลาในการพัฒนาระบบใหม่และยังช่วยให้การทดสอบ การติดตั้ง และการบำรุงรักษาระบบเป็นไปได้ง่ายขึ้น 

การพัฒนาระบบแบบออบเจ็กต์ (Object-Oriented Methodology)               

           ประกอบด้วยกลุ่มของวัตถุ (Class of Objects) ซึ่งทำงานร่วมกัน มีการจัดกลุ่มของข้อมูลและพฤติกรรมหรือฟังก์ชันที่กระทำกับข้อมูลนั้นเป็นกลุ่มๆ ในรูปของออบเจ็กต์ เนื่องจากออบเจ็กต์มีคุณสมบัติในการนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reusability) การพัฒนาโปรแกรมแบบออบเจ็กต์จึงใช้เวลาในการพัฒนาน้อยกว่าวิธีอื่น

           การพัฒนาระบบงานประยุกต์แบบรวดเร็ว (Rapid Application Development) เป็นขั้นตอนในการพัฒนาระบบที่ใช้ระยะเวลาในการพัฒนารวดเร็วกว่าและคุณภาพดีกว่าวิธีพัฒนาระบบงานแบบดั้งเดิม  โดยมีการนำเครื่องมือซอฟต์แวร์มาช่วยในการพัฒนาระบบซึ่งมีขั้นตอนในการพัฒนาระบบอยู่ 4 ขั้นตอนคือ

          1)  การกำหนดความต้องการ

          2)  การออกแบบโดยผู้ใช้

          3)  การสร้างระบบ

          4)  การเปลี่ยนระบบหรือใช้ระบบ

 ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศให้ประสบความสำเร็จ

          1)  การสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร

          2)  การกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

          3)  ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของทีมพัฒนาระบบ

          4)  การเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม

          5)  การบริหารโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ 

edit @ 3 Feb 2009 11:27:18 by OooKhun YingooO